อัพเดท ล่าสุด ค้นหาบทความ >>

 


Doctor Strange(2016):
หมอแปลก! พลังเวทย์/โลกมิติอื่น/พหุจักรวาล
Director: Scott Derrickson
Writers: Jon Spaihts, Scott Derrickson
Stars: Benedict Cumberbatch, Chiwetel Ejiofor, Rachel McAdams
*บทความอัพเดท: 28 ต.ค. 2016

"คุณคิดว่าคุณรู้ดีแล้ว ว่าโลกทำงานยังไง... แต่ฉันจะบอกว่า ความจริงที่คุณรู้มาก็แค่ด้านหนึ่ง ยังมีความจริงด้านอื่นๆอีกมากมาย" -- ท่าน Ancient One

สำหรับ Doctor Strange (2016) เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ มีการเล่นกับประเด็นพื้นที่เชิง จิตวิญญาณ/โลกมิติอื่น/พหุจักรวาล เป็นพิเศษ ทั้งยังมีการเล่นกับเวลา สมทบ ... แต่งานนี้หาใช่ด้วยวิถีแห่ง วิทยาศาสตร์/เทคโนฯ ล้ำๆ แต่ด้วยวิถีศาสตร์แห่งพลังลี้ลับขมังเวทย์! ... ในที่นี้ จะไม่มีสปอยเรื่องราวใดๆ เพราะเรื่องราวก็ยังเป็นเรื่องการต่อสู้ปกป้องโลกตามสไตล์หนังฮีโร่-แฟนตาซีทั่วไปสนุกสนานฉากตระการตา แต่จะเน้นยกแนวคิดเชิงฟิสิกส์โดยสังเขป อันเกี่ยวกับ โลกมิตอื่นๆ/พหุจักรวาล ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร-หลักการกว้างๆอย่างไร ซึ่งน่าจะช่วยเสริมอรรถรสอีกด้าน ... เนื้อหายาวพอสมควร แต่เชิงทฤษฎีอาจเข้าใจยากบ้างด้วยรวบรัด แต่ถ้าช่วยให้เห็นภาพรวมกว้างๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว ค่อยๆติดตามเนื้อหาด้านล่างๆครับ

-- Doctor Strange: พลังเวทย์เหนือกฏฟิสิกส์ปกติ เข้าสู่โลกมิติลี้ลับ --

เบื้องต้นสำหรับเรื่องราว ทำให้ฉุกคิด-จินตนาการในความเป็นจริงว่า แม้วิทยาศาสตร์/ฟิสิกส์จะพยายามไขปริศนาธรรมชาติต่างๆได้มากมาย ทั้งเกิดคุณูปการในรูปเทคโนโลยีต่างๆ อย่างที่รู้กัน แต่มันยังไม่จบแค่นั้น ยังคงต้องค้นคว้าไขปริศนาต่อไป ด้วยระบบธรรมชาติ-จักรวาลกว้างใหญ่ ยังมีเรื่องลี้ลับอธิบายไม่ได้อีกมากมายเหลือคณานับ แม้ในด้านสสารวัตถุเองก็ตาม โดยเฉพาะถ้าแง่ของจิตวิญญาณยิ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างลี้ลับ (ก็ถ้าหากมันมีจริง? ไม่ใช่แค่ผล เคมี-ไฟฟ้าในสมองเชิงสสารวัตถุแค่นั้น?)

และมีพื้นที่หนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เมื่อวิทย์ฯ/ฟิสิกส์ ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ควอนตัม(ระดับเล็กกว่าอะตอม) ก็ได้พบปรากฏการณ์พิศวงเหนือสามัญสำนึกมากมายราวปาฏิหาริย์ อันหลักฟิสิกส์แบบคลาสสิกเดิม(นิวตัน-ไอน์สไตน์)ที่ใช้อธิบายสิ่งใหญ่ๆทั่วไปนั้น แทบใช้การไม่ได้เลย กระนั้นยังไม่อาจฟันธงว่าในธรรมชาติ จะมีอะไรเกี่ยวโยงอะไรทำนองจิตวิญญาณหรือไม่ เพราะลำพังเรื่องชีวิต/จิตวิญญาณ(เชิงศาสนา-ศาสตร์ลี้ลับต่างๆที่เป็นตำนานนั้น) วิทย์ฯก็ไม่อาจยืนยันใดๆ ณ ขณะนี้ ถึงยังไม่ปฏิเสธ 100%ทีเดียว แต่แนวโน้มดูจะเทไปทางไม่ยอมรับ หรือยังต้องเว้นวรรคไว้ก่อน เพราะมันยังไม่มีหลักฐาน-ข้อพิสูจน์หนาแน่นพอเชิงวิทย์ฯนั่นเอง
(กระทั้งฝ่ายที่เทไปทางสสารนิยมฮาร์ดคอร์สุดเหวี่ยง ย่อมจะมองว่า เรื่องของ จิต-วิญญาณ-สิ่งลี้ลับหรือเชิงพระเจ้า-ชีวิตหลังความตาย-ภพภูมินรกสวรรค์-การเกิดใหม่-เวรกรรม-สมาธิขึ้นสูงที่ก่อเกิดอิทธิฤทธิ์พิเศษเหนือมนุษย์ปกติต่างๆ ฯลฯ ... เป็นเพียงแค่ความเชื่อหรือจินตนาการแฟนตาซีไปเองก็แค่นั้น หรือเป็นเพียงทางปรัชญาชีวิต หรือการพรรณาเชิงกวีที่สวยงามเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงแท้ใดๆ หรือมีอยู่จริงแต่ประการใด ? ... ก็เป็นทำนองทัศนคติเดิมของ Dr. Starnge ก่อนได้พบกับ Ancient one ที่มองว่า มนุษย์แค่วัตถุสสาร สสารเท่านั้นที่มีจริง จิตวิญญาณ ไม่มี ... แนวคิดแบบนี้แม้ในโบราณที่ยังไม่เกิดพัฒนาวิทยาศาสตร์แบบปัจจับัน ก็มีนักอภิปราชญ์ มองเช่นกัน ก็นับว่าเป็น "สสารนิยมหรือวัตถุนิยม (Materialism)" ส่วนฝ่ายที่ถือว่ามีจิตวิญญาณสูงสุดเท่านั้นที่มีจริง วัตถุแค่ภาพสะท้อนของจิตก็เรียกว่าพวก "จิตนิยม (Idealism)" ก็สุดขั้วกันคนละด้าน ... ส่วนฝ่ายที่ค่อนข้างทางสายกลาง ก็เรียกว่า ธรรมชาตินิยม (Naturalism) คือบางแง่เห็นด้วยกับสสารนิยม และบางแง่ก็เห็นด้วยกับจิตนิยม ...

"Ancient one: "คุณคนอย่างคุณมองโลกผ่านรูกุญแจ ใช้ทั้งชีวิตพยายามถ่างรูกุญแจให้กว้างขึ้น เพื่อได้เห็นแล้วรู้มากขึ้น แต่มาวันนี้พอพบว่ารูกุญแจนั้นกว้างขึ้นได้ในแนวทางที่คิดไม่ถึง กลับปฏิเสธความเป็นไปได้"

Dr. Stephen Strange: "ที่ปฏิเสธเพราะผมไม่เชื่อในเทพนิยายเพ้อเจ้อ จักระ กำลังภายใน พลังจิตศรัทธา เพราะวิญญาณมันไม่มีจริงในโลกนี้ มนุษย์เป็นเพียงอินทรีย์สาร แค่นั้น"

"จอมเวทย์แห่งยุคโบราณ เรียกขานคำร่ายเหล่านี้ว่า 'คาถา' แต่ถ้าคำนี้แสลงกับสำนึกสมัยใหม่ของคุณ งั้นก็เรียกเป็น 'โปรแกรม' แทนแล้วกัน มันคือรหัสคำสั่งที่ปรับเปลี่ยนความเป็นจริงได้" -- ท่าน Ancient One

... แต่กระนั้นการค้นหาความจริงด้วยระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ จะนำพามนุษยชาติให้สามารถเข้าถึงความจริง/ ไขความลี้ลับต่างๆของธรรมชาติ/จักรวาลทั้งปวง ได้รอบด้านในทุกพื้นที่ไม่ยกเว้น ได้อย่างถึงที่สุดของที่สุด ทั้งหมดได้จริงๆหรือไม่? นั่นก็เป็นความหวังในอนาคต แต่บางแง่ก็เป็นที่กังขาในคราวเดียวกัน ... ในมุมที่ว่า กลไกบางอย่างบางพื้นที่ในระบบจักรวาล-ธรรมชาติ-โดยเฉพาะชีวิต ระเบียบวิธีทดลอง/ตรรกะแบบวิทยาศาสตร์ ทำนอง การผ่าชำแหละ, ตรวจวัดรังสี, การวิเคราะห์ด้วยตรรกะจากแบบจำลองสมการคณิตศาสตร์ ฯลฯ อาจใช้การไม่ได้เสมอไป? หรือกระทั้งวันหนึ่งอาจถึงทางตัน? ... ยังมีบางมุมบ้างด้านที่ต้องเข้าถึงด้วยวิธีอื่นด้วย กระนั้นหรือ? ... ซึ่งก็อีก ถ้าไม่ใช้วิถีแบบวิทยาศาสตร์ อันเป็นวิถีที่น่าเชื่อถือที่สุดและไว้ใจได้สุดแล้วในปัจจุบัน แล้วเราจะใช้ระเบียบวิธีอะไร? ... หรือจะเป็นวิธี ทำนอง ศาสตร์ลึกลับ-พลังจิต ใน Doctor Strange ซึ่งหากมองในแง่โลกความเป็นจริง ย่อมเป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงต่อการงมงาย(และโดยเฉพาะการต้มตุ๋นหลอกลวง อย่างที่ทราบๆกันเป็นข่าวบ่อยๆ) จึงไม่แปลกนักที่คนอย่าง ดร.Strange เป็นหมอ-จากสายวิทย์สมัยใหม่ จะปฏิเสธในทันทีในตอนแรก ก็ต้องจนกว่าจะประจักษ์ประสบด้วยตัวเองชัดๆจริงๆในระดับหนึ่งก่อน จึงจะยอมถอดลดอัตตายอมรับขึ้นได้บ้าง แม้จะยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมดว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็ตาม

Dr. Stephen Strange: "นี่มันไม่เมคเซนส์เอาซะเลย"

ท่าน Ancient One: ไม่ทุกสิ่งที่เมคเซนส์ ก็ไม่จำเป็นที่ทุกสิ่งต้องเมคเซนส์

-- ฉากใน Doctor Strange: โลกมิติพิเศษที่ทับซ้อนอยู่กับโลกปกติ แต่กฏฟิสิกส์กายภาพไม่เหมือนโลกปกติ เฉพาะผู้ที่ผ่านการฝึกฝนทั้งเชิงจิตวิญญาณ-สมาธิ-กำลังภายใน-ร่ายคาถาในวิถีเวทย์มาแล้ว จึงสัมผัสได้ --



ฟิสิกส์สุดขั้ว: มิติที่สูงขึ้นไป-ภพซ้อนภพ-พหุจักรวาล-ย้อนเวลา!

ทีนี้ลองมาดูพื้นที่วิทยาศาสตร์/ฟิสิกส์อีกด้าน อันเป็นทฤษฎีใหม่ๆยุคใหม่ กับการค้นพบพื้นที่ใหม่ๆ-ความลี้ลับใหม่ๆ และผลที่ได้รับ ก็กลับนำไปสู่การเพิ่มคำถามปริศนาใหม่อีกมากมายต่อระบบธรรมชาติ/จักรวาล/สรรพสิ่ง ทำไมมันถึงเป็นอย่างที่มันเป็น!

- ทฤษฎี ควอนตัมฟิสิกส์ หรือ กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum theory, Quantum physics, หรือ Quantum mechanics) คือทฤษฎีฟิสิกส์ที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกลไกการทำงานของสสาร(และพลังงาน) ในระดับอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมโดยเฉพาะ หลักการเบื้องต้นคือ อะตอมแต่ละตัวเมื่อแบ่งลึกย่อยลงไป จะมีสิ่งที่เล็กไปกว่านั้นเป็นอนุภาคมูลฐานของสรรพสิ่งที่เรียกว่า "ควาร์ก" และพบว่าในพื้นที่ระดับควาร์กเล็กจิ๋วนั้น มันมีความพิลึก-พฤติกรรมประหลาดและไม่ค่อยเมคเซนส์มากมาย จนกฏฟิสิกส์คลาสสิกกระแสหลักทั่วๆไป(นิวตัน) หรือทฤษฎีสัมพัทธภาพ(ไอน์สไตน์) ไม่สามารถใช้กับมันได้ต่อไป (*เกิดช่องว่างความขัดแย้งเข้ากันไม่ได้ระหว่าง ฟิสิกส์คลาสิกที่ใช้อธิบายสิ่งขนาดใหญ่ทั่วไปได้เป็นอย่างดี แต่กับสิ่งขนาดเล็กกว่าอะตอม กลับใช้การไม่ได้ ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อธรรมชาติเดียวกัน ทฤษฎีฟิสิกส์ที่ควรจะเป็นนั้น ควรจะอธิบายได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่พลาดไป ? หรือขาดกลไก/ตัวแปรสำคัญบางอย่างที่ยังไม่พบ ? จุดนี้จึงเกิด ทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งยังต้องค้นคว้าวิจัยต่อยอดไขปริศนากันต่อไปอีกมากมาย ... ส่วนกรณีความขัดแย้งเข้ากันไม่ได้กับทฤษฎีคลาสสิกเดิมข้างต้น ก็จำต้องเว้นวรรคกันไปก่อน แยกส่วนศึกษากันไป)

* เชิงควอนตัมแล้ว อนุภาคองค์ประกอบย่อยที่เล็กที่สุดของสสาร หรือ ควาร์ก นั้น มีขนาดประมาณ ความยาวพลังค์(Planck length) = 1.6 x 10-35 เมตร / ขณะเวลาที่สั้นที่สุด คือเวลาพลังค์(Planck time) =5.3 x 10-44 วินาที


ความแปลกประหลาดต่างๆเชิงควอนตัม ก็อาทิ การมีทวิภาวะเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค และในพื้นที่เล็กจิ็วกว่าอะตอมนั้น ดูจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตัวแปรอย่าง ผู้สังเกต (จุดนี้ ก็เป็นอีกแง่มุมให้ตั้งแง่พิจารณา ต่อสิ่งที่เรียกว่า ผู้สังเกต อันเกี่ยวข้องอะไรทำนอง จิต-วิญญาณ ? ด้วยหรือไม่ ?) อันจะส่งผลต่อพฤติการณ์ของอนุภาคให้เปลี่ยนไปอีกแบบด้วย เช่น บางทีอนุภาคเปลี่ยนสภาวะเป็นคลื่นเมื่อไม่มีการสังเกตโดยตรง แต่เมื่อมีการเข้าไปสังเกตตรวจวัดตรงๆ กลับเปลี่ยนเป็นอนุภาค(เม็ด) ทั้ง
ยังอะไรที่เหนือสามัญสำนึก ราวปาฏิหาริย์ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในภาวะปกติ ตามสามัญสำนึกของโลกสิ่งใหญ่ๆทั่วๆไป แต่ล้วนมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในโลกระดับควอนตัม อาทิ การหายตัว, การทะลุสิ่งสิ่งกีดขวางทึบตัน, การปรากฏตัวอยู่หลายที่ในเวลาเดียว, การปฏิสัมพันธ์กันแบบทันทีทันใด แม้ในระยะไกลได้ก็ไม่ต้องใช้เวลา(ของสองอนุภาคที่สัมพันธ์กัน), กระทั้งความน่าจะเป็นไปได้ของการข้ามเวลา! ย้อนเวลาได้! ฯลฯ

ซึ่งก็วาดกันหวังว่า ความประหลาดต่างๆเชิงควอนตัม(แม้ยังมีแง่มุมไม่เป็นที่เข้าใจได้อีกมากมาย) แต่หากได้มีการค้นคว้าศึกษา-วิจัย-พัฒนามากขึ้น จนเข้าใจกลไกของมันลงลึกยิ่งๆขึ้นไป กระทั้งอาจสามารถควบคุมตัวแปรต่างๆได้
(องค์กรหลัก ที่กำลังศึกษา-ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับอนุภาค/เชิงควอนตัมเเป็นพิเศษ ก็อาทิ CERN) ไม่แนในอนาคต่ มนุษย์เราอาจสามารถประยุกต์นำมาใช้เป็นประโยชน์ต่างๆในชีวิตจริงๆ ก่อเกิดเป็นเทคโนโลยีอันเหลือเชื่ออีกมากมาย อาทิ เทคโนฯเครื่องช่วยหายตัว! หรือ ย้ายมวลสาร (*ทำนองการ Beam แบบในไซไฟดังอย่าง Star Trek *คลิกเพิ่มเติม ) อันย้ายร่างคนเราหรือวัตถุสิ่งของใดๆก็ตาม จากที่หนึ่งไปยังอีกที่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาขนย้ายแบบปกติและไม่มีข้อกำจัดเรื่องขนาดและสิ่งกีดขวางอีกต่างหาก ... หรือการก้าวข้ามขีดจำกัดต่อเดินทางข้ามในอวกาศ(ที่มีระยะทางมหาศาล ต้องใช้เวลาระดับปีแสง จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าเดินทางด้วยวิธีปกติ) แต่ด้วยเทคโนฯจากกลไกเชิงควอนตัม อาจใช้เวลาไม่มากนัก ไม่ว่าจะตัวช่วยเชิงทางลัดรูหนอน หรือเทคโนฯการวาร์ป หรือกระทั้งการเล่นกับเวลาได้ ข้ามเวลา-ย้อนเวลา!

-- เทคโนฯ การ Beam (เครื่อง Transporter) ย้ายร่างหายตัวใน Star trek --

ความล้ำต่างๆหนัง/นิยายไซ-ไฟหรือแม้แต่นิยายแฟนตาซีเวทย์มนต์คาถา ที่ได้ใฝ่ฝันถึงมาช้านาน อาจเกิดขึ้นจริงได้หมด อย่างการสื่อสารทางไกลระหว่างดวงดาวได้ในพริบตา (ไม่ต้องรอดีเลย์เป็นหลายอาทิตย์หรือเป็นปีๆ) หรือเชิงการแพทย์-การรักษาโรคร้าย, เรื่องของพลังงาน-ควบคุมสิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ลม ไฟ ภัยพิบัติต่างๆ หรือแม้อุปกรณ์ต่างๆชีวิตประจำวัน อย่างคอมพิวเตอร์ ก็เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัม อันมีศักยภาพเหลือล้ำ ฯลฯ สิ่งที่จินตนาการถึงหรือตำนานเหล่านั้นนอกจากอาจเกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมดแล้ว มันอาจเป็นมีสิ่งได้พิสดารยิ่งกว่าต่างหาก (แม้แต่อะไรเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ตำนานศาสนา-ผู้วิเศษ-เทพปกรณัม! ก็อาจเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น ที่ไม่เฉพาะผู้วิเศษเท่านั้นเข้าถึงได้ แต่กับใครคนทั่วๆไปก็เข้าถึงได้หมด?) ... อย่างที่เราทราบกันดีว่า องค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ เพิ่งเกิดและพัฒนามาแค่เพียงหลักร้อยปีเท่านั้น ยังได้ขนาดนี้ที่เห็นในปัจจุบัน แล้วถ้าอีก500ปี-1000ปีข้างหน้าล่ะ ? ... นั้นหมายถึง อาจจะเกิดการปฏิวัติชีวิตมนุษยชาติอีกระลอกขนานใหญ่มโหฬาร ชนิดที่วิทยาการ/เทคโนฯปัจจุบันกลายเป็นของคร่ำครึอย่างน่าขัน ... แต่แน่ล่ะ ที่ว่ามาคือความคาดหวัง/ใฝ่ฝันแต่ในด้านดีมีประโยชน์ แต่สิ่งที่จะเป็นผลกระทบด้านร้ายต่างๆย่อมมีตามมาเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน ก็เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและระมัดระวังต่อไป

-- ชมคลิปอธิบายเสริม สังเขปกรณี ควอนตัมฟิสิกส์ --



จากทฤษฎีควอนตัม - สู่ทฤษฎีสตริง - ทฤษฎีเอ็ม

- ทฤษฎีสตริง (String Theory Superstring Theory):

-- องค์ประกอบมูลฐานที่เล็กที่สุด เป็นเส้นพลังงาน หรือเรียกว่า สตริง / *รูปขวาสุด แบบจำลอง โครงสร้างของมิติที่สูงขึ้นไป ม้วนขดตัวซ่อนอยู่ ในระดับเล็กกว่าอะตอม --

จากสมมติฐานของควอนตัมฟิสิกส์ ที่มองว่าอนุภาคมูลฐานของสรรพสิ่งที่เล็กที่สุด จะมีลักษณะจุดหรือเม็ด ที่เรียกว่า ควาร์ก ... ทฤษฎีสตริง ได้ตั้งสมมติฐานอีกมุมมองใหม่ว่า องค์ประกอบที่เล็กยิ่งไปอีก จะมีลักษณะเป็น สตริงหรือสายพลังงาน(1มิติ) ต่างหาก อนุภาคต่างๆและสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ล้วนมีรากฐานมาจากการสั่นสะเทือนของเส้นสตริงที่มีจังหวะสั่นและความถี่แตกต่างกันออกไป ก่อเกิดเป็นสรรพสิ่งต่างๆกันออกไปมากมาย ... ทั้งยังเกิดความหวังว่าทฤษฎีสตริง อาจเป็นทฤษฎีที่เชื่อมช่องว่าง ความเข้ากันไม่ได้ของ ทฤษฎีคลาสสิกอย่างสัมพัทธภาพ กับ ควอนตัมฟิสิกส์ ให้รวมเป็นหนึ่ง กลายเป็นทฤษฎีที่อธิบายได้ทุกสรรพสิ่ง-ทุกพื้นที่แบบไร้รอยต่อ ไม่ว่ากับสิ่งขนาดใหญ่อวกาศ หรือเล็กจิ๋วกว่าอะตอม ที่เรียกว่าทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง (Theory of everything) ... ซึ่งเป็นทฤษฎีในฝันของวงการฟิสิกส์เลยทีเดียว

แต่ ณ ปัจจุบัน ก็ต้องยอมรับว่า ยังไม่มีวี่แววใดๆ การพัฒนาของทฤษฎีสตริงเอง ก็ยังค่อนข้างใหม่ ทั้งยังอยู่ในฐานะเชิงแนวคิด/ใช้เครื่องมือเพียงแบบจำลองสมการทางคณิตศาสตร์เสียเป็นส่วนใหญ่ (กระทั้ง ถูกมองว่ายังอยู่ในฐานะไอเดียเชิงปรัชญามากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นปรัชญาที่มีคณิตศาสตร์ให้ดูรัดกุมน่าพิจารณายิ่งขึ้น) ด้วยยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือข้อพิสูจน์สนับสนุน ให้เชื่อมันได้อย่างเต็มที่นักนั่นเอง (ต่างจากทฤษฏีสัมพัทธภาพ และควอนตัม ที่มีข้อยืนยันรองรับค่อนข้างมาก) กระนั้นวงการฟิสิกส์ยังคงไม่ตัดความเป็นไปได้ทิ้ง และยังคงคาดหวังที่พัฒนาทฤษฎีนี้ยิ่งๆขึ้นไป ด้วยหลายๆอย่างอันจากทฤษฎีสตริง เป็นที่น่าพิจารณาและมีเค้าเบาะแส อาทิเรื่องของ มิติที่สูงขึ้นไป พหุจักรวาล มิติคู่ขนาน ฯลฯ (เบื้องต้นด้านหนึ่ง ก็ได้กลายเป็นวัตถุดิบทางความคิดชั้นดี ให้กับการต่อยอดจินตนาการสร้างเป็นพล็อตไซไฟ/แฟนตาซี ไอเดียล้ำๆแปลกประหลาด :)

-- Michio Kaku: สังเขปกรณี ฟิสิกส์ร่วมกับเครื่องมืออย่างคณิตศาสตร์ ก่อเกิด ทฤษฎีฟิสิกส์ต่างๆ จนมาถึงทฤษฎีสตริง-ทฤษฎี M เพื่อไขปริศนาสรรพสิ่งได้อย่างน่าทึ่ง ... จึงสรุปเชิงอุปมาว่า พระเจ้าอาจเป็นนักคณิตศาสตร์! (*ที่สร้างจักรวาลและสรรพสิ่งด้วยโค้ดรหัสต่างๆเชิงคณิตศาสตร์!) --


- ทฤษฎีเอ็ม (M Theory): เป็นศาสตร์ฟิสิกส์อีกแขนงที่พัฒนาต่อยอดขยายจาก ทฤษฎีสตริง ซึ่งว่ากันว่ามีหลักการทฤษฎีที่ค่อนข้างยุ่งยากที่สุดบนโลก ณ ขณะนี้ ในการที่จะทำความเข้าใจหรืออุปมาง่ายๆให้คนทั่วไปพอจะเข้าใจหลักการของทฤษฎีได้ง่ายๆ ด้วยต้องใช้คณิตศาสตร์ หรือสมการค่อนข้างซับซ้อนเป็นภาษาในการอธิบายแทน จึงอาจจะเป็นที่เข้าใจได้จริงๆ เฉพาะกับในหมู่นักฟิสิกส์ที่ศึกษาเฉพาะด้านนี้โดยตรงเท่านั้น ... และก็เป็นอีกทฤษฎีที่วาดหวังกันว่า มันอาจจะเป็นทฤษฏีที่อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างครอบคลุมที่สุดในอนาคต (นั้นแค่ความหวัง แต่ยังมิอาจคอมเฟิร์มได้เช่นกัน)



กรณี พหุจักรวาล(Multiverse) - มิติที่สูงขึ้นไป(Higher dimension) - มิติคู่ขนาน/จักรวาลคู่ขนาน(Parallel Universe):
มีจริงๆ หรือ แค่ไอเดียบรรเจิดสุดขั้ว !?

รากเหง้าที่มาของแนวคิดนี้เกิดมาจากทฤษฎีควอนตัม ผนวกกับ ทฤษฎีสตริง และทฤษฎี M ข้างต้นนั่นเอง ... ด้วยเบื้องต้นมีเบาะแสให้เห็นพฤติกรรมประหลาดในระดับอนุภาคเล็กกว่าอะตอม มันสามารถอยู่ในหลายๆที่พร้อมกันได้ (เข้าทำนองอาจมีตัวเราหลายคน แต่อยู่ในมิติหรือจักรวาลอื่นหลายๆที่ในคราวเดียวได้ ฟังดูจะเหนือสามัญสำนึกเกินไปนิด แต่มันเกิดขึ้นจริงในระดับอนุภาค) นัยยะหนึ่งก็สะท้อนว่า อาจมีหลายจักรวาล! ที่เรียกว่า "พหุจักรวาล"(Multiverse) ผนวกกับเบาะแสที่น่าจะเป็นไปได้กรณี มีมิติที่สูงขึ้นไปอีก ... โดยเบื้องต้นแต่ละจักรวาลอาจมีมากกว่า4มิติปกติดังที่จักรวาลโลกเราเป็นอยู่ นั้นคือจะมีอวกาศ (Space) 3 มิติ + เวลา (Time) 1 มิติ ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ(เรียกรวมกัน Spacetime)... แต่ในทาง ทฤษฎีสตริง-ทฤษฎี M มองว่า Spacetime อาจจะมีได้ถึง 10-11 มิติ คือ อวกาศอีก 10 มิติ + เวลา 1 มิติ = 11 ... แต่สำหรับในจักรวาลของเรานั้น ปกติเราสังเกต/รับรู้/สัมผัสมิติได้เพียงแค่ 4 มิติเท่านั้น เกินกว่านั้นเราไม่สามารถเข้าถึงโดยตรงได้ (เชิงกายภาพ นับว่า เราเป็นสิ่งมีชีวิต 3 มิติ *หรือ 4 มิติเมื่อบวกเวลาไปด้วย สิ่งที่อยู่ในมิติต่ำกว่าหรือน้อยกว่า จะไม่สามารถรับรู้ มิติที่สูงกว่าได้ แม้จะอยู่ใกล้กันหรือซ้อนกัน!อยู่ก็ตาม) และ ณ ปัจจุบัน เรายังเข้าใจต่อมิติ "เวลา" ของเราเองน้อยมาก ...

มีการตั้งชื่อเรียก มิติที่สูงกว่าเกินกว่ามิติ 4 ขึ้นไป เป็น "มิติพิเศษ" (Extra dimension หรือ Higher dimension) ส่วนมิติพิเศษที่สูงขึ้นที่ว่านั้น โดยหลักการในจักรวาล 3 มิติของเรา มันก็มีอยู่เช่นกัน เพียงแต่มิติที่สูงกว่านั้นม้วนขดตัว!ซ้อนอยู่ในระดับเล็กกว่าอะตอม! (พูดอีกอย่างก็เรียกว่าภพซ้อนภพ) แต่เราซึ่งอยู่ในสภาพขนาดใหญ่ตามปกตินั้น จึงมิอาจรับรู้-เข้าถึงได้ ... อาจรับรู้ได้บ้างแต่ด้วยวิธีอ้อมเท่านั้น อาทิ การค้นหาเบาะแสด้วยเครื่องเร่งอนุภาคหรือ LHC ของ CERN ซึ่งก็กำลังค้นหาไล่ล่ากันอยู่(แต่ยังไม่มีการค้นพบอย่างเป็นทางการใดๆ) ... หากจะรับรู้เข้าถึงได้โดยตรงๆจะๆ ก็คงต้องมีเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังสูงยิงๆขึ้นไป หรือต้องมีวิธีพิเศษบางอย่างที่เหนือกว่าฟิสิกส์ปัจจุบัน (อาจทำนองจินตนาการใน Doctor Strange อันต้องเกี่ยวข้องกับ จิตวิญญาณ!? กับศาสตร์ลี้ลับที่ยังไม่ถูกค้นพอ !?)

-- อีกฉากน Doctor Strange: การเข้าสู่มิติพิเศษ ด้วยวิธีพิเศษพลังเวทย์ นอกวิถีฟิสิกส์ปกติ --

และจากทฤษฎีที่ได้ให้ไอเดียว่า อาจมีจักรวาลอื่นอีกมากมายด้วยนั้น จึงมีศัพท์ใหม่ว่า "อภิจักรวาล" (Megaverse) อันหมายถึง จักรวาลหมดทั้งปวง อภิใหญ่มากขึ้นไปอีก ไม่ได้มีจักรวาลของเราเพียงจักรวาลเดียวอีกต่อไป (ตามศัพท์เดิมว่า Universe ) ... โดยอันจักรวาลอื่นๆเหล่านั้น อาจมีกฏฟิสิกส์แบบอื่นที่ต่างออกไปจากเรา หรืออาจเป็นจักรวาลที่มีมิติสูงกว่าเรา หรือ อาจมีเชิงประเภทจักรวาลอวกาศ 3 มิติ ที่เหมือนเราทุกประการ ซึ่งคู่ขนาน-ซ้อนไปกับเรา ในลักษณะมิติคู่ขนาน(Parallel Universe) ภพซ้อนภพ!อีกต่างหาก ( * ไอเดียเบื้องต้น โลกคู่ขนาน จะมีทุกอย่างเหมือนกันกับโลกเราแทบทุกประการ สภาพแวดล้อม-เหตุการณ์-และมีเราอีกคน!อยู่ที่นั้น แต่ผลที่ออกอาจต่างกัน ด้วยคนละทางเลือก อาทิ โลกคู่ขนาน ที่ฮิตเลอร์/นาซี ชนะสงครามโลก! อันอาจเกิดการแทรกแซงปรับเปลี่ยนอดีต! จึงเกิดผล Timeline ใหม่ หรือเหตุอะไรก็ตาม ที่แน่ๆด้วยทางเลือกมากมายนับไม่ถ้วน โลกคู่ขนานจึงมีนับไม่ถ้วนด้วย! ... แต่อย่างที่เกริ่น ทฤษฎีนี้ ก็ยังเป็นแค่ระดับไอเดีย ที่น่าจะเป็นไปได้เท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์แน่ชัดใดๆ)



เสริมขยาย: กรณี จักรวาล-ไฮเปอร์สเปซ 11 มิติ (ตาม StringTheory และ M-theory) โดยสังเขป

-- *รูปจำลอง บิ๊กแบง-จักรวาล ไม่ได้มีจักรวาลเดียว แต่มีหลายจักรวาล(หลาย brane) ลอยอยู่บนไฮเปอร์สเปซ --


-- Michio Kaku: อธิบายย่อ หลักทฤษฎีสตริง กับรูปแบบการมีอยู่ของพหุจักรวาล-ไฮเปอร์สเปซ 11 มิติ --

- ทบทวนอีกครั้ง: ตามทฤษฎีสตริง รากฐานที่เล็กสุดของจักรวาล-สรรพสิ่ง ไม่ใช่อะตอม หรือ ควาร์ก... แต่ยังมีองค์ประกอบเล็กย่อยกว่านั้น เล็กที่สุดของที่สุด จะมีลักษณะทำนอง เส้นๆหรือสตริงที่สั่น (รูปแบบ การสั่น ที่ต่างกัน จะก่อเกิดรูปแบบองค์ประกอบเป็นอะตอม-สสาร-สรรพสิ่ง ที่ต่างๆกันไป ดังเกริ่นก่อนหน้า)

- จักรวาลมีหลายจักรวาล เกิดขึ้น(จากบิ๊กแบง) และลอยอยู่ ในพื้นที่อภิมหึมา!เกินจะบรรยาย (เรียกรวมกันทั้งหมดว่า Megaverse) หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นพื้นที่ "ไฮเปอร์สเปซ 11 มิติ" (ซึ่งโครงสร้างมูลฐานของไฮเปอร์สเปซ 11 มิตินั้น ก็เป็นเส้น สตริง ที่สั่นเช่นกัน)

- แต่ละจักรวาล อาจมีทั้งที่เป็น 3 มิติ แบบเราที่เป็น ...หรือสูงกว่าขึ้นไป 5-6--11.... แต่เบื้องต้นสูงสุดอาจจะไม่เกิน 11 มิติ (*เหตุผลเชิงทฤษฎีและแบบจำลองคณิตศาสตร์ ถ้าเกินกว่า 11 อาจจะไม่เสถียร เกิดดำรงอยู่เป็นจักรวาลไม่ได้ แต่กระนั้นในเชิงแบบจำลองคณิตศาตร์ ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจมีมิติย่อยเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 26 มิติ) ... ทางทฤษฎีแต่ละจักรวาล มีศัพท์เฉพาะ เรียกว่า membrane หรือ brane ... *1 Brane = จักรวาลหนึ่ง (มักจำลองให้ภาพเป็นรูปแผ่นๆ) ... จักรวาลเราจึงเป็นเพียง brane หนึ่ง ในอีกหลายๆ brane นับไม่ถ้วน มีจักรวาลมากมายเกิดดับประหนึ่งฟองน้ำเดือด ... ทฤษฎีเชื่อว่า เมื่อ brane ชนกัน จะก่อให้เกิด บิ๊กแบง ใหม่เกิดเป็นจักรวาลใหม่ไม่จบสิ้น (จุดเป็นเป็นสิ่งที่ได้อธิบาย สิ่งที่เกิดก่อนหน้าบิ๊กแบง ซึ่งฟิสิกส์คลาสสิกเดิม ภาวะก่อนหน้าบิ๊กแบงเป็นอะไรที่ไม่สามารถอธิบายได้ ... แต่การอธิบายของทฤษฎีสตริง ถูกต้องแน่แท้หรือเปล่านั้น ก็ยังไม่อาจฟันธง)

*หมายเหตุ... 1 Brane = จักรวาลหนึ่ง (จำลองเป็นแผ่นๆ / แต่บางทีก็จำลองเป็นฟองกลมๆ) , ส่วนอีกศัพท์สำคัญคือ "Bulk" เป็นเหมือนพื้นที่ระหว่างแต่ละจักรวาล (ซึ่งก็เป็นพื้นที่ไฮเปอร์สเปช 11 มิติอยู่นั่นเอง) อันอาจเป็นพื้นที่ภาวะพิเศษ อันอาจเป็นทางผ่านให้สิ่งที่มีมิติต่ำกว่า เชิงกายภาย พอจะรับรู้หรือเข้าไปอยู่ในจักรวาลอื่นๆที่มีมิติสูงๆกว่าได้บ้างเช่นกัน ? (หรือกระทั้งจินตนาการนอกรอบไปว่า อาจเป็นทางผ่านช่องของ จิต!-วิญญาณ ไปสู่จักรวาลอื่น? หรือสำหรับคนตายแล้ว ? ก็ถ้าการเกิดใหม่จิตวิญญาณมีจริง ?) ... (แต่ก็แค่อาจจะ เท่านั้น ยังไงเสียการจะเข้าสู่พื้นที่บัลค์ได้ ก็ต้องมีการวิธีบางอย่าง เพื่อให้ร่างกายอันมวลใหญ่ที่เราเป็น สามารถหลุดเข้าไปในบัลค์ได้ หรือเข้าไปสู่อีก brane หรือจักรวาลอื่นๆได้ แต่โดยเบื้องต้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลย? อีกกรณีที่หวังและจินตนาการก็คือ มันอาจเกี่ยวของกับ การไปด้วย จิตวิญญาน เกี่ยวข้องด้วย... แต่ปัญหาคือยังไง ? แม้แต่จิตวิญญาณ ก็ยังไม่รู้หรือไม่อาจฟันธงว่าคือยังไง ? +_+ ) และในเชิง มิติคู่ขนาน/โลกหรือจักรวาลคู่ขนาน นั้น จักรวาลที่คู่ขนานกันแต่ละจักรวาลที่จริงแล้วมันอาจซ้อนกันอยู่!(ประมาณภพซ้อนภพโลกซ้อนโลก! ประหนึ่งก็อยู่ในที่เดียวกัน แต่ยังไงก็จะมีพื้นที่ระหว่าง จักรวาลต่ออีกจักรวาล ทีเรียกว่า Bulk อยู่นั่นเอง เพียงแต่อาจห่างกันไม่มาก ทฤษฎีเคยให้ไอเดียว่า อาจจักรวาลคู่ขนานกับจักรวาลเราอาจห่างกันแค่ระดับมิลลิเมตร! กับไปสู่อีกจักรวาลคู่ขนานจึงประหนึ่งหายตัวแวบไปก็ถึง! ... ซึ่งฟังดูเป็นภาวะที่นามธรรมเหนือสามัญสำนึกสุดขั้วอยู่นั่นเอง และยังไม่มีข้อพิสูจน์อะไรยืนยันอยู่นั่นเอง ... ส่วนการอธิบายหรือการแสดงเป็นรูปภาพต่างๆ อย่างภาพข้างล่างนี้ จึงมักเป็นแค่การอุปมาหลักการของทฤษฎีให้เข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น หรือเป็นเพียงการจำลองเชิงคณิตศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าจักรวาลมันมีรูปลักษณ์เป็นแผ่นๆแบนๆจริงๆ หรือเป็นกลมๆจริงๆ เพราะจวบจนบัดนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า รูปร่างรูปทรงของจักรวาลจริงๆจะเป็นยังไงแน่ มีแต่ความน่าจะเป็นไปได้เชิงทฤษฏีเท่านั้น

-- แบบจำลอง Brane มองจักรวาลแต่ละจักรวาลเป็นแผ่นๆ (+การชนของ Brane ก่อเกิดบิ๊กแบง) --

-- รูปจำลอง Brane พหุจักรวาล อันหลากหลาย --



ส่งท้าย : "เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าพอ มันจะไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เคยเรียกกันว่า เวทย์มนต์คาถา" -- อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก

สุดท้ายแล้ว สำหรับหนังอย่าง Doctor Strange (หรือหนังนิยายไซไฟ-แฟนตาซีเชิงพลังเวทย์มนต์คาถาอื่นๆที่เคยมีมาก็ตาม) ถึงจะมีไอเดียแหวกใหม่แปลกประหลาด กับการจำลองฉากอันบรรเจิดนั้น แต่วัตถุประสงค์ใหญ่ก็ยังคงเพื่อความบันเทิงเป็นหลักอยู่นั่นเอง ... หากจะไปเพ่งเล็งจับผิดเชิงความเป็นจริงตามหลักวิชาการเป๊ะๆเกินไปก็กระไรอยู่ คงดูใจแคบไปนิด เพราะนั้นจะกลายเป็นการปิดกั้นไอเดีย-การทดลองทางความคิด-มุมมองใหม่ๆ ให้เสียบรรยากาศความบันเทิงโดยใช่ที่ ... กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จินตนาการต่างๆถึงสุดขั้ว แต่อาจให้แรงบันดาลใจปลุกเร้า ต่อการตั้งข้อสังเกต-ค้นคว้าความจริงเชิงวิทยาศาสตร์ได้เสมอเช่นกัน เพราะ 'จินตนาการ' ยังคงเป็นเครื่องมือตั้งต้นสำคัญของมนุษย์ในการริเริ่มตั้งสมมติฐาน เพื่อแกะรอยเก็งความลี้ลับต่างๆที่ยังคลุมเคลือไม่กระจ่างชัด ... ก็เพียงแต่ต้องตระหนักแยกแยะ ไม่ให้เลยเถิดกลายเป็นสิ่งงมงายหรือสรุปอะไรง่ายๆเกินไปว่าคือคำตอบสุดท้ายแล้ว และตราบใดที่ความลี้ลับยังคงอยู่ ปริศนายังไม่ถูกไข จินตนาการก็จะยังไม่จบสิ้น นั้นคือคุณสมบัติสำคัญของความเป็นมนุษย์ที่ธรรมชาติมอบให้

ส่วนสำหรับ สิ่งทีเรียกว่า ปาฏิหาริย์-พลังเวทย์พิเศษเชิงจิตวิญญาณที่ดูออกจะเหนือสามัญนั้น แท้จริงบางแง่มันก็อาจไม่ใช่สิ่งลี้ลับ ขลังศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ? มันอาจคือธรรมชาติอีกด้าน ที่ฟิสิกส์-เทคโนฯ ปัจจุบันยังไม่เข้าใจกลไกตัวแปรพอ? และยังหาคำอธิบายให้ไม่ได้ แต่มันก็ดำรงอยู่
และอาจเกิดขึ้นได้จริงแง่ใดแง่หนึ่ง (ส่วนการต้มตุ๋นหลอกลวงกันนั่นก็อีกประเด็น ก็วิจารณาญาณเป็นเคสๆไป) บางแง่มันอาจคล้ายๆกับสิ่งเหนือสามัญเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นในโลกควอนตัม หรือผลจากวิทยาการ/เทคโนฯสุดล้ำ ทำนองที่ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก นักแต่งนิยายไซไฟในตำนาน ได้ให้ไอเดียไว้ ข้างต้น

-- ฉากหนึ่งจาก Ant-Man (2015) หนังฮีโร่อีกเรื่องของค่าย Marvel เช่นกัน เป็นฉากจินตนาการถึงอีกมุมของ ภายในมิติโลกจิ๋วระดับควอนตัม ... ไม่แน่ Ant-Man ในภาคต่อๆไป หรือ Avengers ภาคต่อๆไป เราอาจได้เห็นมีการเล่นเกี่ยวกับ มิตินี้มากขึ้น ... ซึ่ง Doctor Strange อาจไปร่วมแจมด้วย น่าสนุก ลุ้นต่อไป :) --

"ฮีโร่อย่างพวก Avengers พิทักษ์โลกจากภยันตรายทางกายภาพ เราพิทักษ์โลกจากภยันตรายทางเวทย์ลี้ลับ" -- ท่าน Wong

ส่วนความเป็นจริงแท้ๆ เบื้องหลังความลี้ลับของระบบโลกและจักรวาลต่างๆอีกมากมายนั้น (หรือแม้โลกเชิงจิตวิญญาณ ถ้ามี?) จะเป็นอย่างไรแน่? อะไรทำนองพลังเวทย์ศาสตร์ลึกลับจะมีจริงหรือไม่ แล้วจะเชื่อมต่อกับหลักฟิสิกส์ตามวิถีวิทยาศาสตร์ ได้หรือไม่นั้น ? ไม่ว่าจะเชิงควอนตัมหรือทฤษฎีใดๆในอนาคต มนุษยชาติก็ยังคงต้องหาทางไขปริศนาต่อๆไปไม่หยุดยั้งก็ตราบเท่ามนุษย์ยังดำรงอยู่ และตราบใดที่ยังมีสัญญาณความน่าจะเป็นไปได้ ก็จนกว่าจะมีการพบเบาะแส-หลักฐานสนับสนุนที่ชัดยิ่งๆขึ้นไป จนได้เป็นที่ประจักษ์จริงยิ่งๆขึ้นไป พอจะสรุปชัดเจนได้ว่า อะไรจริงหรือไม่จริง ...



ป.ล. ท้ายนี้ หวังว่า ข้อมูลที่ยกมาแชร์กันฟังโดยสังเขปในที่นี้ จะช่วยเสริมการชมหนังทำนอง Doctor Strange (หรือแม้หนังไซไฟ/แฟนตาซีอื่นๆก็ตาม)ได้มีอรรถรสเข้มข้นขึ้น และได้แง่มุมเชิงองค์ความรู้ประกอบ อาจช่วยส่งเสริมต่อยอดจินตนาการใหม่ๆไปด้วยในตัว ... ภาพล่างนี้แถม คือ หนังไซไฟเก่าก่อนๆ ที่เล่นประเด็นเกี่ยวข้องกับ 'พหุจักรวาล-โลกคู่ขนาน' โดยเฉพาะ *ถ้ายังไม่เคยดูก็ลองหามาเสพครับ เผื่อได้แง่มุมไอเดียอื่นๆเสริมอีกคำรบ :) ...

-- Frequency(2000),.. Deja vu(2006),.. The Thirteenth Floor(1999),.. Mr Nobody(2009),.. The Butterfly Effect (2004) ตามลำดับ --

*ส่วนหนังที่เล่นกับกรณี 'มิติที่สูงกว่าขึ้นไป' ได้โดนเด่น และอัพเดทเป็นพิเศษล่าสุด ณ ขณะนี้ ก็ต้องขอยกให้ Interstellar(2014) คลิกสู่บทความ ... รูปล่างนี้ คือ ฉากมิติเชิงซ้อน 5 มิติ ใน Interstellar อันสิ่งมีชีวิตอารยธรรม 5 มิติ สร้างจำลองเสมือนขึ้นมา เพื่อให้มนุษย์ 3 มิติ รับรู้+ใช้การได้!



--- *ติดตาม ข้อมูลเสริมอื่นๆ+แชร์คุยกัน ที่แฟนเพจ สนทนาไซ-ไฟ ---